วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

นี่หรือชีวิต (ชีวิตบัดซบ 2)

                วันที่  29  สิงหาคม  2554  มีผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งพร้อมกับสมาชิกอบต. ได้มาแจ้งและขอรับคำปรึกษา  เรื่องที่เกิดขึ้นก็คือ "ลูกชายข่มขืนแม่" เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันประมาณ 2 ปีเศษ
                เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือ  เมื่อ ปี 2552  คือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ลูกชาย คือ นาย ป. ซึ่งป่วยติดเชื้อเอดส์และมีอาการทางจิต  เนื่องจากเสพยาบ้ามาตั้งแต่ อายุ  13 ปี ปัจจุบัน อายุ 33 ปี  ภรรยาหนีออกไป 
จากบ้าน นาง ว. ซึ่งเป็นแม่ของนาย ป. ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก  และเข้ารับการรักษาที่รพ.สวนดอก
โดย คีโมบำบัด เมื่อกลับมาอยู่บ้าน  ก็ถูก นาย ป. บังคับข่มขืน  เมื่อไม่ยินยอมก็ถูกทุบตีทำร้าย  ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้  สมาชิกในบ้านนี้ จะมี พ่อ แม่ ลูกชาย 2 คน นาย ป. เป็นลูกชายคนโต ไม่ได้ทำงาน เนื่องจากเจ็บป่วย  พ่อ รับจ้างเลี้ยงวัว ลูกชายอีกคน คือ นาย อ. ทำงานรับจ้าง ต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านป้า(พี่สาวของพ่อ) เนื่องจากรำคาญ นาย ป.  ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า ไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะนาง ว. ไม่ได้แจ้ง  แต่ก็ได้ให้ความช่วยเหลือครอบครัวนี้ เพราะ นาง ว. มักจะโอดครวญกับผู้ใหญ่บ้านว่า ขอให้ส่งนางไปอยู่ที่อื่น ผู้ใหญ่บ้านเข้าใจว่า ครอบครัวนี้ลำบาก จึงมักจะจัดหาเครื่องอุปโภคและบริโภคมาให้เป็นประจำ  ต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่ 26 ส.ค. 54 นาง ว. ได้หลุดปากเล่าว่าถูกลูกชายข่มขืนและขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้านให้ส่งนางไปรับการอุปการะจากหน่วยงานสถานสงเคราะห์หรือที่อื่น ๆ ผู้ใหญ่บ้านจึงมาขอรับคำปรึกษาว่า ต้องส่งนาง ว. ไปเข้ารับการสงเคราะห์ที่ไหน  เนื่องจากครอบครัวของนาง ว. รับทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว แต่ไม่อยากให้ดำเนินคดีกับนาย ป. เนื่องจากขณะนี้มีอาการ
เป็นตุ่มหนองตามแขน ขา ลำตัว และพูดเพ้อเจ้อคนเดียว 
                 ฉันรับฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว  สิ่งที่ต้องดำเนินการโดยด่วน คือ การประเมินสภาพกาย จิต ของนาง ว.และนาย ป. รวมทั้งการประชุมทีมสหวิชาชีพ  เพื่อให้การช่วยเหลือเร่งด่วน

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตบัดซบ ๑

                   วันนี้  ๑๖  สิงหาคม  ๒๕๕๔  ฉันได้รับการแจ้งประสานขอความช่วยเหลือ น้องเอ เด็กหญิงวัย ๑๔  ปี จากพยาบาลจิตเวช  โรงพยาบาลประจำอำเภอหนึ่งของจังหวัดลำพูน  เนื่องจากน้องเอเกิดอาการเครียดมาขอรับการปรึกษาจากพี่พยาบาล  ข้อมูลที่ลึกลงไป คือ น้องถูกพ่อแท้ ๆ ข่มขืน ขณะที่มีอายุเพียง  ๙  ปี  โดยที่ไม่มีใครทราบเรื่อง และน้องเอก็เด็กเกินไป  คิดว่าการล่วงละเมิดทางเพศของพ่อ  คือ การแสดงความรักที่พ่อมีต่อลูก  ต่อมาเมื่อน้องเอ โตขึ้นเรียนชั้น ป.๖  เรียนวิชาสุขศึกษา เกี่ยวกับเรื่องเพศ  จึงทราบว่าตัวเองถูกพ่อแท้ ๆ ละเมิดทางเพศ  จึงพยายามหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ  แต่พ่อก็บังคับ  ทุกคนคิดว่าพ่อรักลูกมาก จึงชดเชยเวลาที่ไม่ได้ดูแลลูก
เนื่องจากพ่อและแม่ของน้องติดคุก  ข้อหาเสพยาเสพติด  พ่อออกจากคุกมาก่อน  และข่มขืนน้องเอ  เมื่อทนไม่ได้
น้องเอจึงหนีออกจากบ้านมาอยู่กับน้าสาวและน้าเขย  ต่อมาน้องเอก็ถูกน้าเขยพยายามลวนลาม  ถูกเนื้อต้องตัว ซึ่งน้องเอบอกว่าก็รู้สึกดี และมีอาการวูบวาบเมื่อยู่ใกล้เพศตรงข้าม  เมื่อน้าสาวรู้เรื่องก็ด่าว่าและไล่น้องเอ  อกจากบ้าน น้องเอจึงหนีมาอยู่กับป้าที่อีกอำเภอหนึ่ง รวมทั้งการย้ายโรงเรียนและมีแฟนเป็นเพื่อนนักเรียนวัยไล่เลี่ยกัน  เมื่อพ่อของน้องเอทราบก็ไม่พอใจและเกิดอาการหึงหวง  พยายามตามตัวน้องเอให้กลับไปอยู่บ้าน  ซึ่งขณะนี้แม่พ้นโทษออกมาอยู่บ้านแล้วและตั้งครรภ์ได้ ๗ เดือน  น้องเอ ไม่อยากกลับบ้าน แต่การอยู่ที่บ้านของป้า  ก็ไม่มีความสุขนักเพราะลูกสาวของป้าไม่ชอบน้องเอ  และพี่สาวคนนี้ก็มีอาการทางจิต  ป่วยเป็นโรค "ไบโพล่า"  น้สาวและป้า ทราบเรื่องที่น้องเอถูกพ่อข่มขืน  น้าสาวไม่เชื่อ แต่ป้าเชื่อ 
              เมื่อทีมสหวิชาชีพจังหวัดลำพูน ทราบเรื่องจึงได้เข้ามาช่วยเหลือ  โดยจิตแพทย์ได้ประเมินสภาพจิตของ
น้องเอ  น้องเอรักครอบครัวมาก  ไม่อยากดำเนินคดีกับพ่อของตัวเอง  เนื่องจากสงสารแม่ที่กำลังท้องและไม่ทราบเรื่องนี้  หากพ่อถูกดำเนินคดีและติดคุก ครอบครัวต้องลำบาก พ่อเป็นแรงงานหลักของครอบครัว  อีกทั้งฐานะทางบ้านยากจนมาก  สภาพบ้านชั้นเดียว เทพื้นปูน  หลังคามุงกระเบื้อง  ฝาผนังเป็นแสลมสีเขียวกั้นโดยรอบ  หน้าบ้านเปิดเป็นร้านขายเหล้าตอง  น้องเอ เคยถูกถ้ำมองขณะอาบน้ำมาแล้ว และหลังจากที่จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นประเมินสภาพจิต  น้องเอ มีอาการชักเกร็ง  ทำให้ทีมสหวิชาชีพต้องกลับมาประเมินผลกระทบที่จะเกิขึ้นกับครอบครัวรวมถึงตัวของน้องเอ ด้วย  ต้องเตรียมความพร้อมของครอบครัวทั้งตัวแม่และน้องเอ  หากจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับพ่อ   น้องเอ มีผลการเรียนดี  สำหรับอาการวูบวาบเมื่ออยู่ใกล้เพศตรงข้ามนั้น นั้น แพทย์แจ้งว่าเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่น